"O_o~_J_o_h_n_~...'s profile< ^ _ z e _ z o _ l o _ ...PhotosBlogListsMore Tools Help
PangYa  
Photo 1 of 23

Windows Media Player

< ^ _ z e _ z o _ l o _ ^ >

- - - - - * * * * * จ า พ ย า ย า ม เ ข้ า ม า อั พ บ่ อ ย ๆ เ น้ อ * * * * * - - - - -
September, 2007

8 ข้อห้ามเวลาทะเลาะกัน

 

1.โยนความผิดให้อีกฝ่าย

เคยไหมที่คำว่า "คุณไม่เคยเข้าใจฉันเลย" ทำให้อะไรๆ กลับยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม คุณอาจจะเมินหน้าหนี ไม่พูดไม่จากัน คุณอาจจะหันหลังให้กันในขณะที่บรรยากาศแห่งความน่าอึดอัดนั้นจะยังคง อัดแน่นอยู่ในหัวใจ

นั่นเพราะความเข้าใจกันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ความรักมั่นคง คุณจึงไม่ควรโทษว่าความิดพลาดหรือการกระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น เป็นผลมาจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ใส่ใจหรือรักที่นับวันจะยิ่งลดน้อยลงจนคุณรู้สึกได้บางคร้งมันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องของคนสองคนไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนผิดเสมอไปท้ายที่สุดคุณอาจพบว่าเรื่องจริงของความไม่เข้าใจนั้นอาจเกิดจากการที่คุณสองคนไม่รู้จักปรับตัวเข้าหากันก็เป็นได้

 

2. ยกเอาจุดอ่อนของอีกฝ่ายขึ้นมาพูด

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณไม่รู้จะยกอ้างสรรหาคำพูดอะไรที่จะมาด่าทอใส่กัน คุณอาจจะพลั้งเผลอยกเอาข้อด้อยของอีกฝ่ายขึ้นมาพูดอย่างไร้เหตุผลคุณเชื่อไหม ...หลายคู่ต้องจบกันด้วยสาเหตุจากเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้เอง ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่คุณจะหยิบยกเอาจุดอ่อนของคนรักขึ้นมาพูดเพราะก่อนที่คุณจะคบกันนั่นหมายความว่าคุณสามารถยอมรับความเป็นตัวเขาหรือเธอได้ตั้งแต่แรกแล้ว ดีไม่ดีการกระทำเช่นนี้อาจทำให้คุณดูแย่ลงในสายตาคนรักและสุดท้ายคุณอาจจะกลายเป็นคนผิดในเรื่องนั้น ๆ ก็เป็นได้

 

3. ขุดเรื่องเก่าขึ้นมาพูดเป็น "ครั้งที่ล้าน"

เรื่องเก่าๆ ก็คือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ประโยชน์อะไรที่คุณจะไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาเพื่อทำให้บรรยากาศที่มันคุกรุ่นอยู่แล้วยิ่งแยาลงไปอีก คุณรู้ไหมว่าการกระทำเช่นนั้นนอกจากจะไม่ทำให้กลับมาคืนดีกัน ความรักที่คุณสองคนเคยมีให้แก่กันก็รังแต่จะลดน้อยลงไปกว่าเดิมอีกด้วย

 

4. ตำหนิกันไปมา

เป็นเรื่องดีหากคนสองคนจะเปิดใจพูดกันว่าต่างฝ่ายต่างมีข้อเสียที่ต้องปรับปรุงอย่างไรแต่ที่ไม่เป็นใจอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย คุณคงไม่อาจเปิดใจกว้างรับฟฟงคำตำหนิจากอีกฝ่ายในขณะที่ความโกรธเข้าครอบงำจิตใจเป็นแน่ ถ้าอยากจะติเตียนกันแล้วล่ะก็ ...รอให้อารมณ์เย็นกว่านี้ก่อนดีไหม?

 

5. โยนข้าวของใส่กัน

ข้าวของในที่นี่คงไม่ได้หมายความว่าเป็นการปาหมอนใส่กันอย่างในมิวสิควิดีโอ แต่เป็นของใกล้มือ ไม่ว่าจะแก้วน้ำ จาน ชาม ของแข็ง หรืออาจจะของมีคม ที่ให้ผลไม่ดีด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกจากของจะเสียแล้ว คุณก็อาจจะเจ็บตัว และยังได้แผลเป็นของแถมจากการทะเลาะกันอีกด้วย

 

6. ใช้คำหยาบ

คงเป็นเรื่องแย่ถ้าหากคุณจะต้องทนฟังถ้อยคำหยาบคายจากอีกฝ่าย ซึ่งมันคงจะไม่แปลกอะไรหรอกถ้าฝ่ายนั้นเป็นผู้ชาย ดังนั้นคุณสาวๆ โปรดจำไว้ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายสักแค่ไหน ถ้าคำหยาบจะหลุดจากปากก็ขอให้เป็นวิธีสุดท้ายที่จะเลือกใช้อย่าปล่อยให้บรรยากาศพาไปเป็นอันขาดเชียว เพราะนอกจากจะทำให้ผู้หญิงดูแย่แล้ว เปอร์เซ็นต์ที่จะเลิกกันก็มีสูงตามไปด้วย

 

7. พาดพิงไปถึงพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนของอีกฝ่าย

อย่าปล่อยให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องส่วนรวมคุณอาจจะทะเลาะกันก็ขอให้อยู่แต่ในบ้าน แต่อย่าได้พาลไปถึงคนอื่นเป็นอันขาดเชียว โดยเฉพาะคุณสาวๆ พึงรู้เอาไว้ว่าเรื่องเพื่อนสำหรับผู้ชายถือเป็นของต้องห้ามคุณพาดพิงแม้เพียงนิดเดียว เรื่องเล็กๆ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกันคุณก็ไม่ควรกล่าวอ้างไปถึงญาติพี่น้องเขาด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการลามปามอย่างไม่รู้กาละเทศะ คุณก็อาจกลายเป็นยายตัวร้ายในสายตาคนรักโดยไม่รู้ตัว

 

8. ไม่พูดด้วย

ไม่เสมอไปที่ความเงียบจะทำให้คนสองคนเข้าใจกัน การไม่พูดไม่จาอาจทำให้ได้ผลดีครั้ง แต่คุณสาวๆ ต้องอย่าลืมว่าในเรื่องที่ละเอียดอ่อนมนุษย์ผู้ชายที่มาจากดาวอีงคารเขาไม่มีวันเข้าใจ การปิดหากเงียบจึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง คุณควรลดทิฐิในตัวเองลงเสียบ้างแล้วหันมาเปิดอกคุยก้ความละมุนละไมจะดีกว่า

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้ผิดใจ แต่สิ่งที่ทำให้ความรักมั่นคงอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนเป็นสำคัญ คิดเสียว่าบางทีช่วงเวลาที่แย่ ๆ เหล่านั้นอาจช่วยทำให้รักของคุณแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม 

August, 2007

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการทานอาหาร!!

1.อย่าสูบบุหรี่!!
จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า
การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน
(ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)

2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร !!
เพราะมันไปพองในท้องคุณ
ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า


3. อย่าดื่มน้ำชา !!
เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง
ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก

4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ


5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย
เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น
ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่

6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
แม้คุณจะเคยได้ยินว่า
กินข้าวแล้วให้เดินสัก 100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี !?!
การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี
ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ


7. อย่านอนทันที !!
อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่
อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร
 
August, 2007

ทำไมยาคูลท์ถึงมีแต่ขนาด 80 cc.

 เพราะยาคูลท์เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่ได้จากการหมัก โดยเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นแบคทีเรียชื่อ แลคโตบาซิลลัส ที่ทำให้เกิดรสชาติเปรี้ยว เนื่องจากเกิดกรดขึ้นมาหลายชนิดระหว่างกระบวนการหมัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดแลคติก ปัจจุบันใช้เชื้อชื่อ Lactobacillus Balgaricu ร่วมกับ Stroptococcus themophilus
ในอุตสาหกรรมผลิตนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต


โดยปกติธรรมชาติแล้ว จุลินทรีย์ชนิดนี้มีอยู่แล้วตามทางเดินอาหารของคนเรา และเป็นจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ ช่วยทำให้เกิดกระบวนการย่อย และหมักในทางเดินอาหารในส่วนที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถจะย่อยได้ จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะคอยช่วยเหลือ แต่ถ้ามีจำนวนมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อเราได้เช่นเดียวกัน คืออาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ เพราะจุลินทรีย์ผลิตกรดขึ้นมา

ซึ่งเป็นผลทำให้ยาคูลท์ผลิตขนาดเดียว คือ 80 ซีซี ที่พอเหมาะกับปริมาณของเชื้อแลคโตบาซิลลัส โดยจะสังเกตข้างขวดที่เขียนไว้ว่า มีปริมาณเชื้อแลคโตบาซิลลัส 8.0x10 ( ยกกำลัง 9 )

ถ้าทำยาคูลท์ให้มีขนาดขวดใหญ่พอๆ กับยาคูทล์ 6 ขวดเล็กรวมกันแล้วละก็ คงไม่ดีต่อผู้บริโภคแน่ เพราะจะทำให้ได้รับปริมาณเชื้อแลคโตบาซิลลัสมากเกินพอ หรือถ้าจะทำขนาด 450 ซีซี ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ลดปริมาณแลคโตบาซิลลัสลงอาจจะทำได้ แต่เชื่อแน่ว่ารสชาติของยาคูลท์อาจจะเปลี่ยนไปไม่อร่อยเหมือนเคย และถ้าหากเราทานยาคูลท์วันละ 6 ขวด เพื่อความอร่อยแต่อาจเกิดโทษขึ้นได้ ทานวันล่ะขวดก็เพียงพอแล้ว

คนที่ไม่ทานเลยก็ไม่เป็นอะไร เพราะว่าในร่างกายของเรามีจุลินทรีย์ชนิดนี้อยู่เรียบร้อยแล้ว อีกเรื่องที่ควรสังเกต เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่บริโภคยาคูลท์ก็คือ อย่าลืมดูวันหมดอายุข้างขาดและเลือกซื้อจากตู้แช่ที่เก็บไว้ใน อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ได้จุลินทรีย์ที่พร้อมจะทำงานให้เราได้ทันทีครับ 

โปรแกรมจับ “ผี”

ที่ต่างประเทศมีกลุ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของ “ผี” หรือ Ghost (ผมว่าเขาคงจะว่างจัด) โดยได้สรุปคุณลักษณะของผีไว้เป็น Standard Night Time Ghost หรือ SNG ไว้ดังนี้
1. ชอบปรากฏตัวในเวลากลางคืน โดยในแต่ละครั้งจะใช้เวลา 2 วินาที ถึง 10 นาที การมาแต่ละครั้งต้องใช้พลังงาน
2. มักปรากฏตัวในที่มืด ส่วนสาเหตุที่คนเห็นได้ ก็เพราะผีมีแสงในตัวเอง เปล่งแสงประมาณ 1-20 วัตต์
3. มีรูปร่างสีขาว มักนุ่งห่มด้วยผ้าห่อศพ หรือถ้าเป็นชุดคนก็จะเป็นสีขาว โดยจะแสดงเป็นภาพจางๆ
4. 99% มักหันหน้าเข้าหาผู้ที่พบเจอ
5. 90% เป็นผีคน ที่เหลือเป็นลิง หมา หรือสัตว์อื่นๆ
6. ผู้ที่มีโอกาสเจอผีแบบประชิดตัว มักจะพบว่าอากาศรอบๆ จะเย็นลง
7. ผีมักแสดงแค่ตัว หรือ เสียง หรือกลิ่น โอกาสที่จะแสดงพร้อมกันหมดมีน้อยมาก เพราะต้องใช้พลังงานสูงมาก

ล่าสุดรายการทีวีในต่างประเทศ (Discovery) เขาก็ได้แนะนำโปรแกรมสำหรับจับผี โดยให้ไปดาวน์โหลดจาก http://travel.discovery.com/tv/most-haunted/most-haunted.html  จากนั้นให้ติดตั้งลงใน Smart Phone หรือ Pocket PC หลักการทำงานของโปรแกรมจะอาศัยการจับคลื่นวิทยุ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถรับฟังได้ด้วยหู ก็อย่างที่ทาง SNG เขาบอกไว้ไงครับว่าผีมีพลังานและคลื่นในตัว ก็เลยทำให้โปรแกรมนี้จับได้
มีคำแนะนำสำหรับคนที่กลัวผี เขาบอกว่าให้ทำสิ่งต่อไปนี้ครับ
1. ถ้ากลัวผีช่องแอร์ให้เปิดหน้าต่างนอน ให้กระสือมาหลอกแทน
2. ถ้ากลัวไฟปิดเปิดเองได้ ให้ถอดหลอดไฟออกทุกดวง
3. ถ้าอยู่ดีๆ ได้ยินเสียงเด็กหรือผู้หญิงร้องไห้ ให้ลุกขึ้นมาปลอบใจผี
4. ถ้าผีมาขอส่วนบุญ ให้ถามว่าสามารถโอนเข้าบัญชีได้ที่วัดไหน สาขาอะไร รับบัตรเครดิตหรือเปล่า?
5.  ถ้าถ่ายรูปแล้วติดผี ให้นำหน้าผีไปตัดต่อกับภาพโป๊ ผีจะอายไม่กล้ามาหลอกอีก

ถ้าคุณทำตามทั้งหมดนี้รับรองว่าผีจะไม่หลอกคุณ เพราะผีคิดว่าคุณบ้าครับ อ่านจบแล้วอย่าเครียดนะครับ ขำๆๆๆๆ 

 
โดย pornchaij @ www.arip.co.th
April, 2007

เหตุผลที่แท้จริงกับการสอบตก~~!!!!!!!!

ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยที่คุณสอบตก
เพราะที่จริงแล้วในหนึ่งปีมีแค่ 365 วันเท่านั้น...

1) ใน 1 ปีมี 52 สัปดาห์ แสดงว่ามีวันอาทิตย์ 52 วัน
วันอาทิตย์เป็นวันแห่งการพักผ่อนนะ ไม่ควรเรียนหนังสือ
เหลือวันอีก 313 วัน

2) วันหยุดตอนปิดเทอมประมาณ 50 วัน ปิดเทอมก็ต้องเที่ยวเดะ
แถมอากาศยังร้อนเกินไปที่จะเรียนหนังสือด้วย
เหลือวันอีก 263 วัน

3) เพื่อสุขภาพที่ดี คนเราควรนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน
นั่นคือเราจะนอนประมาณ 130 วันต่อปี
เหลือวันอีก 141 วัน

4) เพื่อสุขภาพที่ดีอีกเช่นกัน คนเราควรหาเวลาเล่นกีฬา
อย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน นั่นคือประมาณ 15 วันต่อปี
เหลือวันอีก 126 วัน

5) คนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
และควรใช้เวลาในการค่อยๆ เคี้ยวและกลืนอาหาร
เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นคือ เราควรให้เวลากับการกินประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน คือ 30 วันต่อปี
เหลือวันอีก 96 วัน

6) คนเราเป็นสัตว์สังคมต้องมีการสื่อสารกับผู้อื่น
ดังนั้น เราควรให้เวลาในการพูดคุยกับผู้อื่น
อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง คิดเป็น 15 วันต่อปี
เหลือวันอีก 81 วัน

7) วันสอบทั้งมิดเทอม ทั้งไฟนอลอีกเกือบ 35 วัน
คุณจะเอาเวลาสอบไปเรียนหนังสือเหรอ???
เหลือวันอีก 46 วัน 

8) วันหยุดตามเทศกาล และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ อีกกว่า 40 วัน
(ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าวันหยุด)
เหลือวันอีก 6 วัน

9) แล้วต้องเผื่อว่าเราไม่สบายขึ้นมาอีก
จะได้มีเวลารักษาตัวประมาณสัก 3 วัน
เหลือวันอีก 3 วัน

10) คนเราจะอยู่แต่กับบทเรียนก็ไม่ได้ ต้องหาความสนุกใส่ตัวบ้าง
เช่นไปดูหนังฟังเพลงอย่างน้อยรวมๆ แล้วก็ประมาณ 2 วันต่อปี
เหลือวันอีก 1 วัน

11) อีกวันหนึ่งก็คือวันเกิดคุณไง!!!
คุณจะเรียนหนังสือตอนวันเกิดคุณเหรอ... ไม่มีทาง
เหลือวันอีก 0 วัน

แล้วอย่างเงี้ยจะไม่ให้สอบตกได้ไงหล่ะ เหอๆๆ...!!!

 

"O_o~_J_o_h_n_~o_O"

Occupation
Location

Feed

The owner hasn't specified a feed for this module yet.